ทำความเข้าใจเศรษฐกิจแบบผสม: การรวมพลังของตลาดและรัฐบาล
ระบบเศรษฐกิจที่ยืดหยุ่นและสมดุลเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน
เศรษฐกิจแบบผสม (Mixed Economy) เป็นระบบเศรษฐกิจที่ผสมผสานลักษณะสำคัญของทั้งระบบทุนนิยมและระบบสังคมนิยมเข้าไว้ด้วยกัน ทำให้เกิดความยืดหยุ่นและสมดุลในการจัดสรรทรัพยากรและการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจ กล่าวคือ ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนมีบทบาทร่วมกันในการแก้ไขปัญหาพื้นฐานทางเศรษฐกิจ เช่น การผลิตอะไร ผลิตอย่างไร และเพื่อใคร ระบบนี้มักถูกมองว่าเป็นแนวทางที่ทันสมัยและปฏิบัติได้จริงที่สุดในโลกปัจจุบัน เนื่องจากสามารถลดจุดอ่อนของระบบเศรษฐกิจแบบบริสุทธิ์ (ทุนนิยมหรือสังคมนิยมสุดโต่ง) และนำจุดแข็งของทั้งสองมาใช้ประโยชน์
สรุปประเด็นสำคัญของเศรษฐกิจแบบผสม
- การผสมผสานระหว่างภาคเอกชนและภาครัฐ: เศรษฐกิจแบบผสมอนุญาตให้มีทั้งการเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตโดยเอกชน (เช่น โรงงาน ที่ดิน) และการดำเนินกิจการโดยรัฐวิสาหกิจ (เช่น สาธารณูปโภค)
- ความยืดหยุ่นและการปรับตัว: ระบบนี้มีความคล่องตัวสูง สามารถตอบสนองต่อความต้องการของตลาดได้ผ่านกลไกราคา และในขณะเดียวกันรัฐบาลก็สามารถเข้ามาแทรกแซงเพื่อแก้ไขความล้มเหลวของตลาดและส่งเสริมสวัสดิการสังคมได้
- เป้าหมายเพื่อความสมดุล: มุ่งเน้นการสร้างความสมดุลระหว่างเสรีภาพทางเศรษฐกิจของเอกชนและบทบาทของรัฐในการสร้างความเป็นธรรมทางสังคมและการจัดหาสินค้าสาธารณะ
แก่นแท้ของระบบเศรษฐกิจแบบผสม
ในระบบเศรษฐกิจแบบผสมนั้น ภาครัฐและภาคเอกชนต่างมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางเศรษฐกิจ โดยไม่ได้ยึดติดกับแนวคิดใดแนวคิดหนึ่งอย่างสมบูรณ์ ต่างจากระบบทุนนิยมที่เน้นเสรีภาพของตลาดและการแข่งขัน หรือระบบสังคมนิยมที่รัฐเข้าควบคุมปัจจัยการผลิตส่วนใหญ่เพื่อการกระจายที่เท่าเทียม
องค์ประกอบหลักของเศรษฐกิจแบบผสม
เศรษฐกิจแบบผสมเกิดจากการรวมกันของลักษณะเด่นจากหลายระบบ ซึ่งทำให้มีความหลากหลายและสามารถปรับใช้ได้ตามบริบทของแต่ละประเทศ:
- การเป็นเจ้าของโดยเอกชน: ส่วนใหญ่ของปัจจัยการผลิต เช่น โรงงาน อุปกรณ์ ที่ดิน ยังคงเป็นของเอกชน ซึ่งขับเคลื่อนด้วยแรงจูงใจในการแสวงหาผลกำไรและการแข่งขันในตลาดเสรี
- การแทรกแซงของรัฐบาล: รัฐบาลมีบทบาทในการควบคุมดูแล วางแผน และดำเนินกิจการบางอย่างที่เป็นสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน หรือเพื่อแก้ไขปัญหาความล้มเหลวของตลาด เช่น การจัดบริการสาธารณสุข การศึกษา การป้องกันประเทศ และการวางระเบียบข้อบังคับทางธุรกิจ
- กลไกราคาและแผนการผลิต: การกำหนดราคาสินค้าและบริการส่วนใหญ่จะขึ้นอยู่กับกลไกอุปสงค์และอุปทานในตลาด แต่ในบางกรณี รัฐบาลอาจเข้ามาแทรกแซงเพื่อควบคุมราคา หรือกำหนดแผนการผลิตสำหรับสินค้าหรือบริการบางประเภทที่มีความสำคัญต่อสังคม
ความสำคัญของการปรับสมดุล
ความสำเร็จของเศรษฐกิจแบบผสมอยู่ที่ความสามารถในการปรับสมดุลระหว่างกลไกตลาดเสรีและการแทรกแซงของรัฐบาล การแทรกแซงที่มากเกินไปอาจนำไปสู่ความไม่มีประสิทธิภาพแบบระบบสั่งการ ในขณะที่การแทรกแซงที่น้อยเกินไปอาจทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำและปัญหาทางสังคมแบบระบบทุนนิยมบริสุทธิ์ ดังนั้น การกำหนดขอบเขตและรูปแบบการแทรกแซงของรัฐบาลจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง
ลักษณะและคุณสมบัติเด่นของเศรษฐกิจแบบผสม
ระบบเศรษฐกิจแบบผสมมีความยืดหยุ่นสูงและสามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบได้ตามความต้องการและปรัชญาของแต่ละประเทศ แต่โดยรวมแล้วมักมีลักษณะสำคัญดังต่อไปนี้:
การมีอยู่ร่วมกันของภาคส่วนต่างๆ
หัวใจสำคัญของระบบนี้คือการที่ทั้งภาคเอกชนและภาครัฐทำงานร่วมกัน แม้บางครั้งอาจมีการแข่งขันกันเองก็ตาม การมีอยู่ร่วมกันนี้ช่วยให้สามารถใช้ประโยชน์จากประสิทธิภาพของภาคเอกชนและบทบาทการคุ้มครองสังคมของภาครัฐได้
- เอกชนมีเสรีภาพ: ผู้ประกอบการเอกชนมีเสรีภาพในการจัดตั้งธุรกิจ ลงทุน และแข่งขันกันในตลาด ทำให้เกิดนวัตกรรมและประสิทธิภาพในการผลิต
- รัฐดำเนินกิจการบางอย่าง: รัฐบาลจะเข้ามาดูแลกิจการที่จำเป็นต่อสาธารณะ เช่น การจัดหาน้ำประปา ไฟฟ้า การคมนาคมขนส่ง รวมถึงการให้บริการด้านสาธารณสุขและการศึกษา เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงบริการพื้นฐานได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม
- การคุ้มครองสิทธิและทรัพย์สิน: รัฐบาลมีบทบาทในการคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินของเอกชน และสร้างกฎระเบียบที่จำเป็นเพื่อให้ตลาดทำงานได้อย่างเป็นธรรมและมีประสิทธิภาพ
กลไกการทำงาน
การทำงานของเศรษฐกิจแบบผสมมักจะใช้กลไกราคาเป็นหลักในการจัดสรรทรัพยากร แต่ก็มีส่วนที่รัฐบาลเข้ามามีส่วนร่วมเพื่อบรรลุเป้าหมายทางสังคมและเศรษฐกิจที่กว้างขึ้น
- การตัดสินใจร่วมกัน: ปัญหาพื้นฐานทางเศรษฐกิจ เช่น จะผลิตอะไร ผลิตอย่างไร และเพื่อใคร จะถูกตัดสินใจร่วมกันโดยกลไกตลาด (อุปสงค์และอุปทาน) และการวางแผนของรัฐบาล
- บทบาทของรัฐบาลในการแทรกแซง: รัฐบาลอาจแทรกแซงผ่านนโยบายต่างๆ เช่น การเก็บภาษี การให้เงินอุดหนุน การควบคุมราคา การออกกฎระเบียบ หรือการลงทุนในโครงการสาธารณะ เพื่อส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจ ลดความเหลื่อมล้ำ หรือแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม
ความแตกต่างจากระบบอื่น
เพื่อให้เข้าใจเศรษฐกิจแบบผสมได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ลองพิจารณาความแตกต่างจากระบบเศรษฐกิจแบบอื่น ๆ ดังตารางต่อไปนี้:
| คุณลักษณะ | ระบบทุนนิยม (ตลาดเสรี) | ระบบสังคมนิยม (สั่งการ) | ระบบเศรษฐกิจแบบผสม |
|---|---|---|---|
| การเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิต | เอกชนเป็นเจ้าของเกือบทั้งหมด | รัฐเป็นเจ้าของเกือบทั้งหมด | ทั้งเอกชนและรัฐเป็นเจ้าของร่วมกัน |
| กลไกการจัดสรรทรัพยากร | กลไกราคา (อุปสงค์/อุปทาน) | การวางแผนโดยรัฐบาลกลาง | กลไกราคาเป็นหลัก + การแทรกแซงของรัฐ |
| แรงจูงใจหลัก | กำไรและการแข่งขัน | ความเสมอภาคทางสังคม | กำไร + สวัสดิการสังคม |
| บทบาทของรัฐบาล | น้อยมาก (ผู้ดูแลกฎเกณฑ์) | สูงมาก (ผู้ควบคุมและวางแผน) | ปานกลาง (ผู้กำหนดนโยบาย, ผู้ให้บริการ) |
| ความหลากหลายของสินค้า | สูงมาก | น้อย | สูง |
| ความเหลื่อมล้ำทางรายได้ | สูง | ต่ำ | ปานกลางถึงต่ำ |
ข้อดีและข้อเสียของระบบเศรษฐกิจแบบผสม
เช่นเดียวกับระบบเศรษฐกิจอื่นๆ เศรษฐกิจแบบผสมก็มีทั้งข้อดีและข้อเสียที่ต้องพิจารณา
ข้อดีของเศรษฐกิจแบบผสม
- ความยืดหยุ่น: สามารถปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไปได้ดีกว่าระบบที่ยึดติดกับแนวทางใดแนวทางหนึ่ง
- ประสิทธิภาพและนวัตกรรม: การมีภาคเอกชนที่ได้รับแรงจูงใจจากผลกำไรช่วยส่งเสริมประสิทธิภาพ การลดต้นทุน และการพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ
- สวัสดิการสังคม: การที่รัฐบาลเข้ามาแทรกแซงช่วยให้สามารถจัดหาสินค้าและบริการสาธารณะที่จำเป็น (เช่น การศึกษา, สาธารณสุข) และลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมผ่านนโยบายการกระจายรายได้
- เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ: รัฐบาลสามารถใช้เครื่องมือทางการคลังและการเงินเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ เช่น ภาวะเงินเฟ้อ ภาวะเงินฝืด หรือการว่างงาน ทำให้เศรษฐกิจมีเสถียรภาพมากขึ้น
- ความหลากหลายของสินค้าและบริการ: ผู้บริโภคมีทางเลือกมากขึ้นเนื่องจากการแข่งขันในตลาดเสรีและการผลิตของภาครัฐ
ข้อเสียของเศรษฐกิจแบบผสม
- ความไม่แน่นอนของบทบาทรัฐ: การเปลี่ยนแปลงนโยบายของรัฐบาลบ่อยครั้งอาจสร้างความไม่แน่นอนให้กับภาคเอกชน
- ความไม่มีประสิทธิภาพของรัฐวิสาหกิจ: กิจการที่ดำเนินการโดยรัฐบาลบางครั้งอาจมีประสิทธิภาพน้อยกว่าภาคเอกชนเนื่องจากขาดแรงจูงใจด้านกำไรหรือมีการบริหารจัดการที่ไม่มีประสิทธิภาพ
- ความเหลื่อมล้ำยังคงมีอยู่: แม้รัฐจะพยายามลดความเหลื่อมล้ำ แต่ก็ยังคงมีอยู่เนื่องจากกลไกตลาดที่เอื้อประโยชน์ต่อผู้ที่มีทรัพยากรมากกว่า
- ความขัดแย้งทางผลประโยชน์: อาจเกิดความขัดแย้งระหว่างผลประโยชน์ของภาคเอกชนที่ต้องการกำไรสูงสุด กับเป้าหมายทางสังคมของรัฐบาล
- การทุจริต: การที่รัฐบาลมีอำนาจในการแทรกแซงเศรษฐกิจอาจนำไปสู่โอกาสในการทุจริตคอร์รัปชันได้
ประเทศตัวอย่างและการนำไปใช้
ในทางปฏิบัติ แทบทุกประเทศในโลกล้วนมีลักษณะของเศรษฐกิจแบบผสม เนื่องจากเป็นเรื่องยากที่จะรักษากิจกรรมทางเศรษฐกิจไว้ได้โดยปราศจากการแทรกแซงของรัฐบาลหรือกิจกรรมตลาดเสรีเลย แม้แต่ประเทศที่เคยเป็นระบบสั่งการแบบเข้มข้นก็ยังมีการเปิดรับกลไกตลาดมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ระดับของการผสมผสานระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนจะแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ
ตัวอย่างประเทศที่มีเศรษฐกิจแบบผสม
- สหรัฐอเมริกา: แม้จะถูกมองว่าเป็นประเทศทุนนิยม แต่สหรัฐฯ ก็มีองค์ประกอบของเศรษฐกิจแบบผสมที่ชัดเจน เช่น การมีหน่วยงานกำกับดูแลธุรกิจ การให้เงินอุดหนุนภาคเกษตรกรรม และการที่รัฐเป็นเจ้าของหรือควบคุมบางอุตสาหกรรม เช่น การป้องกันประเทศและการไปรษณีย์
- ประเทศไทย: ประเทศไทยก็จัดเป็นระบบเศรษฐกิจแบบผสมเช่นกัน โดยมีทั้งภาคเอกชนที่แข็งแกร่งและรัฐวิสาหกิจที่ให้บริการสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน เช่น การไฟฟ้า การประปา และการคมนาคม
- ประเทศในยุโรปตะวันตก: หลายประเทศ เช่น สหราชอาณาจักร เยอรมนี และกลุ่มสแกนดิเนเวีย มีระบบเศรษฐกิจแบบผสมที่มีการจัดสวัสดิการสังคมที่แข็งแกร่ง โดยรัฐบาลมีบทบาทสูงในการจัดบริการสาธารณะและกระจายรายได้
ปัจจัยที่ส่งผลต่อรูปแบบของเศรษฐกิจแบบผสม
รูปแบบและระดับของการผสมผสานในแต่ละประเทศขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย:
- ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม: ภูมิหลังทางประวัติศาสตร์และค่านิยมทางสังคมมีผลต่อการกำหนดบทบาทของรัฐและเอกชน
- นโยบายรัฐบาล: นโยบายของรัฐบาลที่เปลี่ยนแปลงไปตามแต่ละสมัยการปกครองส่งผลต่อระดับการแทรกแซง
- การพัฒนาเศรษฐกิจ: ประเทศที่พัฒนาแล้วมักจะมีโครงสร้างเศรษฐกิจแบบผสมที่ซับซ้อนกว่า
- วิกฤตการณ์: ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ รัฐบาลมักจะมีบทบาทในการแทรกแซงมากขึ้นเพื่อรักษาเสถียรภาพ
ภาพแสดงแผนภูมิการไหลเวียนในระบบเศรษฐกิจแบบผสม ซึ่งแสดงการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างครัวเรือน ธุรกิจ รัฐบาล และภาคส่วนต่างประเทศ
การวิเคราะห์คุณสมบัติของระบบเศรษฐกิจแบบผสม
เพื่อทำความเข้าใจถึงความซับซ้อนและประสิทธิภาพของระบบเศรษฐกิจแบบผสม จะทำการประเมินคุณสมบัติหลักผ่าน Chart.js โดยการนำเสนอในรูปแบบของเรดาร์ชาร์ต เพื่อแสดงให้เห็นถึงจุดเด่นและจุดที่ควรปรับปรุง
เรดาร์ชาร์ตข้างต้นแสดงให้เห็นถึงความสมดุลที่ระบบเศรษฐกิจแบบผสมพยายามสร้างขึ้นเมื่อเทียบกับระบบทุนนิยมและสังคมนิยมแบบบริสุทธิ์:
- เสรีภาพทางเศรษฐกิจ: ระบบผสมมีเสรีภาพทางเศรษฐกิจสูงกว่าสังคมนิยม แต่ยังคงมีการควบคุมจากรัฐมากกว่าทุนนิยม
- สวัสดิการสังคม: ระบบผสมให้ความสำคัญกับสวัสดิการสังคมสูงกว่าทุนนิยม แต่ยังน้อยกว่าสังคมนิยมที่เน้นความเท่าเทียมอย่างสุดโต่ง
- ประสิทธิภาพการผลิต: ได้รับประโยชน์จากแรงจูงใจของภาคเอกชน จึงมีประสิทธิภาพสูงกว่าสังคมนิยม แต่บางครั้งก็อาจไม่เท่าทุนนิยมบริสุทธิ์เนื่องจากการแทรกแซงของรัฐ
- การกระจายรายได้: รัฐบาลมีบทบาทในการลดความเหลื่อมล้ำ ทำให้การกระจายรายได้ดีกว่าทุนนิยม แต่ยังไม่เท่าสังคมนิยมที่เน้นการกระจายอย่างสมบูรณ์
- เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ: การแทรกแซงของรัฐช่วยสร้างเสถียรภาพและลดความผันผวนของเศรษฐกิจ
- นวัตกรรม: แรงจูงใจจากกำไรในภาคเอกชนยังคงเป็นตัวขับเคลื่อนนวัตกรรมที่สำคัญ
การปรับใช้และการพัฒนาในบริบทโลก
ในปัจจุบัน เศรษฐกิจแบบผสมเป็นรูปแบบที่แพร่หลายที่สุดในโลก เนื่องจากความสามารถในการปรับตัวและผสมผสานจุดแข็งจากแนวคิดทางเศรษฐกิจที่แตกต่างกัน การพัฒนาเศรษฐกิจของหลายประเทศแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงไปสู่รูปแบบนี้ ไม่ว่าจะเป็นการเปิดเสรีตลาดในประเทศที่เคยเป็นสังคมนิยม หรือการเพิ่มบทบาทของรัฐในประเทศที่เคยเป็นทุนนิยมอย่างเข้มข้น
วิวัฒนาการสู่เศรษฐกิจแบบผสม
การกำเนิดของเศรษฐกิจแบบผสมส่วนใหญ่เกิดจากการที่รัฐบาลเข้ามาแทรกแซงตลาดเสรี เช่น การจัดตั้งรัฐวิสาหกิจ (ระบบสาธารณสุขหรือการศึกษาของรัฐ), การออกกฎระเบียบ, การให้เงินอุดหนุน, การกำหนดภาษี หรือนโยบายทางการค้าเพื่อปกป้องผลประโยชน์ภายในประเทศ ในอีกทางหนึ่ง เศรษฐกิจแบบผสมก็อาจเกิดขึ้นได้เมื่อรัฐบาลสังคมนิยมเริ่มผ่อนปรนกฎเกณฑ์เพื่อให้เอกชนมีส่วนร่วมมากขึ้น เพื่อดึงดูดผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากการเป็นเจ้าของโดยเอกชนและแรงจูงใจจากตลาดเสรี
ในประเทศตะวันตกที่พัฒนาแล้ว การพัฒนาของเศรษฐกิจแบบผสมเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงทางวิวัฒนาการของแนวคิดตลาดเสรีที่ปรับตัวเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากความไม่สงบทางสังคมในวงกว้าง หรือการเปลี่ยนแปลงที่นำไปสู่แนวคิดสังคมนิยมหรือมาร์กซิสต์ โครงการสังคมนิยมประชาธิปไตยที่เกิดขึ้นในยุโรปภาคพื้นทวีปในช่วงศตวรรษที่ 20 ได้สร้างพันธมิตรทางธุรกิจกับกลุ่มสังคมหลัก เพื่อปรับปรุงสวัสดิการสังคมโดยไม่ละทิ้งทรัพย์สินส่วนบุคคลและเศรษฐกิจตลาด แนวทางเศรษฐกิจแบบผสมนี้รวมถึงการวางแผนเศรษฐกิจ, การเก็บภาษีที่สูง, การรับประกันสิทธิของกลุ่ม และโครงการสวัสดิการสังคม
ความสัมพันธ์กับแนวคิดเศรษฐกิจอื่นๆ
เศรษฐกิจแบบผสมสามารถรวมลักษณะจากแนวคิดทางเศรษฐกิจอื่นๆ ได้หลากหลาย:
- ระบบเศรษฐกิจแบบตลาด (Market Economy): เป็นรากฐานสำคัญที่ให้เสรีภาพแก่ภาคเอกชนในการตัดสินใจทางเศรษฐกิจ
- ระบบเศรษฐกิจแบบสั่งการ (Command Economy): รัฐบาลเข้ามามีบทบาทในการวางแผนและควบคุมทรัพยากรบางส่วน
- ระบบเศรษฐกิจแบบดั้งเดิม (Traditional Economy): ในบางกรณี อาจมีการผสมผสานลักษณะบางอย่างจากเศรษฐกิจแบบดั้งเดิม โดยเฉพาะในด้านการผลิตและการบริโภคที่ยึดถือตามประเพณีหรือวิถีชีวิตดั้งเดิม
วิดีโอด้านล่างนี้จะช่วยให้เข้าใจความแตกต่างและลักษณะของระบบเศรษฐกิจแบบผสมได้ดียิ่งขึ้น โดยจะเปรียบเทียบกับระบบทุนนิยมและสังคมนิยม:
วิดีโออธิบายความแตกต่างระหว่างระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม สังคมนิยม และแบบผสม
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
เศรษฐกิจแบบผสมแตกต่างจากทุนนิยมบริสุทธิ์อย่างไร?
ทำไมประเทศส่วนใหญ่ถึงใช้ระบบเศรษฐกิจแบบผสม?
อะไรคือข้อเสียหลักของเศรษฐกิจแบบผสม?
ประเทศไทยใช้ระบบเศรษฐกิจแบบใด?
บทสรุป
เศรษฐกิจแบบผสมเป็นระบบที่สะท้อนถึงความพยายามของสังคมในการสร้างสมดุลระหว่างเสรีภาพทางเศรษฐกิจและเป้าหมายทางสังคม โดยการรวมจุดแข็งของทั้งกลไกตลาดและบทบาทของรัฐบาลเข้าไว้ด้วยกัน ทำให้ระบบนี้มีความยืดหยุ่นและสามารถปรับตัวเพื่อรับมือกับความท้าทายต่างๆ ในโลกปัจจุบันได้ การที่แต่ละประเทศมีการผสมผสานในสัดส่วนที่แตกต่างกันไปนั้น แสดงให้เห็นถึงความหลากหลายของแนวทางการพัฒนาที่คำนึงถึงบริบททางสังคมและเศรษฐกิจเฉพาะของตนเอง ทำให้เศรษฐกิจแบบผสมกลายเป็นรูปแบบที่พบเห็นได้มากที่สุดและเป็นที่ยอมรับในระดับสากล
คำแนะนำสำหรับการค้นหาเพิ่มเติม
- เปรียบเทียบระบบเศรษฐกิจทุนนิยมกับสังคมนิยม
- บทบาทของรัฐบาลในระบบเศรษฐกิจ
- ความล้มเหลวของตลาดและการแก้ไข
- ระบบเศรษฐกิจประเทศไทยเป็นแบบใด